อัพเดตเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อน การทำเคลือบแก้วให้กับรถคันโปรดของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคา ความคุ้มค่า ความทนทาน และ ข้อมูลเคลือบแก้วแบบเจาะลึกล่าสุด โดยทำความเข้าใจกันทีละประเด็น

เกริ่น “เคลือบแก้ว” คือ ?

เคลือบแก้วเป็น นวัตกรรมการดูแลรถ โดยเทคนิคการเคลือบแก้วจะเน้นประสิทธิภาพการดูแลปกป้อง สีรถ และพื้นผิวของรถยนต์ในระยะยาว มากกว่าการล้างรถ ดูแลรักษาสีรถโดยทั่วๆไป โดยสารเคลือบแก้วนั้นจะทำให้สภาพสีรถให้มีความสวยงาม แวววาว เหมือนใหม่อยู่เสมอ

แล้วในเคลือบแก้วมีอะไร ? ทำไมเคลือบแก้วSilicaแท้ ดีอย่างไร

ในสารเคลือบแก้วจะมีสารสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ คือ สารซีลีก้า Si (ซีลีก้า) เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งคุณสมบัติเด่น คือ ให้ค่าความแข็งแกร่ง และ ความเงาใส ไม่ทึบ และโปร่งแสง นั่นจึงเป็นที่มาของความแวววาวนั่นเอง

ทีนี้หลังจากทราบข้อดีของเคลือบแก้วแล้ว เราควรเลือกเคลือบแก้วที่ดีจากอะไร ควรพิจารณาประเด็นใดบ้าง

ข้อ 1. ศูนย์บริการเคลือบแก้ว สำคัญหรือไม่?

ศูนย์บริการ หรือ ร้านเคลือบแก้ว ถือเป็นประตูด่านแรกของการบริการเคลือบแก้ว ต้องดูมีมาตรฐาน มีความพร้อมทั้งเรื่องสถานที่ การฝึกอบรมพนักงานที่มีความรู้ลึกรู้จริง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วในระดับพรีเมียม จำเป็นต้องมีศูนย์บริการพรีเมียมด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้คุณภาพของงานเคลือบแก้วออกมาดีที่สุด

( อ่านต่อ ในบทความ ”บทสรุปของคำถามที่ว่า .. เคลือบแก้ว ที่ไหนดี )

ข้อที่ 2 ราคาเคลือบแก้ว ที่คุ้มค่า?

ราคา เคลือบแก้วมีความหลากหลาย เราอาจะไม่สามารถชี้วัดคุณภาพของงานเคลือบแก้วได้จาก ราคา เพียงอย่างเดียว เพราะราคาที่ถูกที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะได้เคลือบแก้วที่ดีที่สุด หรือราคาที่แพงหูฉี่ก็ไม่ได้แปลว่า จะได้งานเคลือบแก้วที่คุ้มค่า

แล้วราคาที่มีอยู่ในตลาดควรจะวัดจากอะไร เพราะราคามีตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน ดังนั้นจึงงแนะนำว่า การเลือกเคลือบแก้วที่คุ้มค่าต้องได้ราคาและคุณภาพทัดเทียมกัน ไม่ใช่เคลือบแก้วในราคาถูกแสนถูก แต่เคลือบแก้วอยู่ได้นิดเดียว ไม่นาน หรือถ้าจะเคลือบแก้วแพงๆแล้ว แต่ได้ของไม่มีที่มาที่ไป ได้บริการไม่ดี ได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็คงจะไม่ดีแน่นอนครับ

ข้อที่ 3 คุณภาพ เคลือบแก้ววัดจากอะไร ความแข็งหรือความหนา ?

คุณภาพของเคลือบแก้วแล้ว มีการวัดค่าอยู่หลากหลาย หลักๆแล้วคือ ระยะเวลาความคงทนยาวนานของเคลือบแก้วบนผิวสีรถ โดยความคงทนแท้จริงแล้วมาจาก ค่าความแข็งของสารเคลือบแก้ว หรือที่เราเคยได้ยินได้ฟังว่าเคลือบแก้ว ระดับ 8H , 9H นั่นคือค่าความแข็งที่สามารถวัดได้จริงครับ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อเรื่องความทนทาน

( อ่านต่อ ในบทความ “รวบรวมความเข้าใจผิด เกี่ยวกับเคลือบแก้ว” )

เพราะมาจากค่าความแข็งแกร่งของสาร Silica ครับ ส่วนความหนาไม่สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าจะ ติดทนนาน เพราะในชั้นความหนาอาจจะมีโมเลกุลซีลีก้าที่แข็งแรงต่ำ ถึงหนาเป็นสิบๆไมครอนก็ไม่ได้ช่วย แม้จะเคลือบซ้ำไปซ้ำมาก็ตาม

สุดท้ายนี้ คือ เทคนิคปัจจุบันของงานเคลือบแก้วครับที่เป็นปัจจัยข้อที่ 4

โดยปัจจุบันการทำเคลือบแก้วจะมุ่งเน้นไปที่ วิธีการทำด้วยครับ เพราะสารเคลือบแก้วใดๆก็ล้วนมีมากมายแต่เทคนิคการทำเคลือบแก้วที่ให้ผลดีที่สุดปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธีครับ คือ

แบบที่ 1 เคลือบแก้ว ระบบทา

เป็นเทคนิคดั้งเดิมซึ่ง ใช้มาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน คือการลงน้ำยาเคลือบแก้วด้วยการ ทาเคลือบแก้วผ่านฟองน้ำด้วยมือครับ ซึ่งเป็นวิธีที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้ความสามารถของช่างในระดับสูง ถึงจะทาสารเคลือบแก้วใสๆได้อย่างทั่วถึง แต่วิธีนี้ได้รับความนิยมเพราะ สามารถใช้กับน้ำยาเคลือบแก้วได้ทุกเกรดครับตั้งแต่ การเคลือบแก้วด้วยตนเองหรือการเคลือบแก้วจากศูนย์บริการ

แบบที่ 2 เคลือบแก้ว ระบบพ่น

เป็นเทคนิคงานเคลือบแก้วที่เกิดขึ้นในภายหลัง เพราะต้องใช้กระบวนการผลิตสารเคลือบแก้วที่มีความซับซ้อนกว่า ไม่สามารถนำน้ำยาเคลือบแก้วที่ใช้ในระบบทา มาใส่กาพ่นได้ ถึงแม้ทางปฏิบัติสามารถทำได้ แต่คุณภาพจะไม่เสมอเหมือน งานเคลือบแก้วระบบพ่น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อระบบพ่นโดยเฉพาะ

กล่าวคือ เป็นเทคนิคที่พัฒนามาจากงานพ่นสีรถยนต์ในปัจจุบัน จะไม่ใช้การเช็ดการทาใดๆ ในระหว่างการพ่นเป็นอันขาด เพราะละอองเคลือบแก้วที่ถูกพ่นออกมานั้นจะสามารถระเหยได้เอง ในไม่กี่วินาทีหลังส่งผ่านสารซีลีก้าความเข้มข้นสูงจากอากาศสู่ผิวรถแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นระบบที่นิยมมากในเคลือบแก้วระดับพรีเมียม เพราะทั่วถึง และได้คุณภาพของซีลีก้าไปแบบเต็มๆ


(เจาะลึก เคลือบแก้วระบบพ่น แบบอ่านเข้าใจใน5นาที อ่านต่อ ที่นี่)

ทั้งหมดนี้ก็เป็น จุดต่างๆ และเรื่องราวอัพเดตล่าสุดที่อยากให้หลายท่านพิจารณาในการเลือกเคลือบแก้วที่ดีที่สุดให้กับรถของทุกท่านครับ